posted on 28 Oct 2010 21:58 by pramool-fiction in Poly1800
อะไรกัน...
เสียงแรกดังก้องในหัวของผมในวินาทีแรกที่รู้ว่าตนล้มลงนอนหมอบกับพื้นคอนกรีตริม ถนนเปลี่ยวยามค่ำคืน กลางหลังของผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาราวกับมีเข็มนับพันเล่มปักคาเอาไว้ แต่ผมกลับไม่มีแรงแม้แต่จะกรีดร้อง เนื้อตัวสั่นเทิมด้วยความหวาดกลัว
เรากำลังจะตาย...
ไม่นานนักผมก็รู้สึกชาทั้งตัว ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด มีเพียงเสียงประหลาดดังขึ้นจากข้างหลัง
มันกำลังแหวกหนังผม...
ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายหันกลับไปชำเลืองดู อย่างน้อยก็อยากจะรู้ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่ฆ่าผม ชั่วอึดใจ ผมก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น สัตว์ประหลาดที่มีแขนเป็นใบมีดกำลังใช้รยางค์ทั้งสองแหวกแผ่นหลังของผมออก ก่อนจะยืดลำคอออกแล้วอ้าปากกว้างหวังจะดื่มด่ำกับรสชาติของเนื้อผม
ตาย...
คำๆนี้ดังก้องในหัว ผมไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะเปิดดวงตาเอาไว้ สายตาเริ่มพร่ามัว นี่คงเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตผมไปแล้ว...
หากไม่ได้พบกับ “เธอ”
------
ผมรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาดในห้องโทนสีเดียว กัน ไฟเพดานเปิดสว่างจ้าจนผมต้องหยีตาเพื่อปรับรับแสง ข้างเตียงของผมมีคนสองสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่ คนแรกเป็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบตำรวจสีกากี ถัดไปคือคุณหมอวัยกลางคนที่ดูท่าทางแก่ความรู้ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคุณลุงเจ้าของอพาร์ทเมนต์ที่ผมเช่าอยู่
“ผู้บาดเจ็บถูกแทงกลางหลังด้วยของมีคม จากปากแผลคาดว่าจะเป็นมีด”คุณหมออธิบายให้ทั้งสองฟัง “โชคดีที่ปากแผลไม่ใหญ่มาก และเราไม่ตรวจพบเชื้อบาดทะยัก”
“เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำมาหลายครั้งแล้ว ทางเราจะพยายามหาตัวคนร้ายให้ได้เร็วที่สุดครับ”คุณตำรวจเสริมขึ้น
“ข...ขอบคุณมากครับสารวัตร”คุณลุงเจ้าของอพาร์ทเมนต์กล่าว
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว... ยังไงพวกเราต้องขอตัวก่อนนะครับ”สารวัตรหนุ่มตอบรับก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคุณหมอ
ทันใดนั้นผมก็รู้สึกปวดหลังขึ้นมากระทันหันจนเผลอร้องออกมา
“อุ๊บ...”
“ไอ้พจน์! ตื่นแล้วเหรอวะ”คุณลุงสาวเท้าเดินฉับฉับมาที่เตียง “ข้าก็เตือนแกแล้วไงว่าอย่ากลับมาทางนั้น”
“ขอโทษฮะ... ผมรีบนิดหน่อย”ผม ตอบกลับพร้อมกับยิ้มแหยๆ ความจริงมันก็ไม่มีอะไรมากมายหรอก สำหรับเด็กวัยรุ่นม.ปลาย ที่มาเช่าหออยู่ตัวคนเดียวอย่างผม ฟุตบอลก็เป็นเครื่องบันเทิงในอย่างดีชนิดหนึ่ง แต่พลาดก็ตรงที่คู่ที่ผมลุ้นอยู่มันดันฉายหลังจากเลิกกะที่ร้านสะดวกซื้อพอ ดี เลยว่าจะรีบกลับมาดู แต่ก็...อย่างที่เห็นน่ะนะ
“โชคดีนะ ที่มีคนผ่านมาเห็นก่อน ไม่งั้นแกนอนอืดตายตรงนั้นแน่ๆ”คุณ ลุงพูดติดตลกก่อนจะคว้ารีโมทขึ้นมาเปิด ทีวีดู ผมหวังลึกๆว่าบอลคู่นั้นจะไม่จบเสียก่อน แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะรายการเกมโชว์ชื่อดังก็เริ่มฉายเสียแล้ว
จะว่าไป... ตอนที่ผมโดนแทงก็ค่อนข้างมั่นใจว่าต้องตายแบบหลังแหวกศพไม่เหลือสภาพแน่ๆ แต่ทำไมที่หมอบอกกลับกลายเป็นว่าโดนแทงเฉยๆล่ะ... ช่างเถอะ รอดมาได้ก็ดีแล้วนี่นา จะรีบตายทำไม...
“ใครเหรอฮะ”ผมเริ่มยิงคำถามพร้อมกับพยุงตัวลุงขึ้นช้าๆแล้วคว้าแล้วน้ำขึ้นมาจิบกลั้วคอเล็กน้อย
“เด็กผู้หญิงที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหอน่ะ... รู้สึกจะห้องใกล้ๆกับแกเลยมั้ง 1103น่ะ”คุณลุงตอบ
“เลอะเลือนจริงๆลุง ห้องใกล้กับผมที่ไหนเล่า”ผมตอบกลับแล้วจิบน้ำอีกครั้ง “ห้องนั้นมันติดกับผมต่างหากเล่า”
“โว้ย! ไอ้ นี่นิ... ใครจะไปจำได้วะว่าเอ็งอยู่ห้องไหน”คุณ ลุงโวยขึ้น จะว่าไปก็จริงของแก อพาร์ทเมนต์ลุงแกมีตั้ง 14 ชั้น แถมมีชั้นละเกือบ 20 ห้อง แล้วก็ใช่ว่าลุงแกเป็นเจ้าของตึกๆเดียวเสียเมื่อไหร่ แค่จำผมได้แล้วมาหาผมถึงโรงพยาบาลถูกนี่ก็เก่งแล้ว
“อยู่คนเดียวได้นะ ข้าต้องไปสวดพวกช่างแอร์ที่มันทำงานช้าอีก”คุณลุงหันมาถาม แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อย
ผมเอนตัวลงนอนหลังจากคุณลุงออกจากห้องแล้วปิดทีวีลง เสียงจิ้งหรีดนอกหน้าต่างดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ผมหลับตาลงอย่างแผ่วเบาเพื่อรับฟังเสียงพวกมันสอดประสานกัน ท่วงทำนองแห่งราตรีคงดำเนินไปพาเวลาล่วงผ่านไปแสนนาน ผมไม่สามารถหลับลงได้ ราวกับว่ายังมีสิ่งที่ค้างคาอยู่
กริ๊ก...
ประตูห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ผมลืมตาขึ้นเพื่อดูเวลา ขณะนี้เป็นเวลา 4 ทุ่มครึ่ง ผมจึงคิดไปเองว่าคนที่เข้ามาคงเป็นพยาบาล จนกระทั่งม่านสีเขียวถูกแง้มออก
ร่างผอมบางของเด็กสาวผู้หนึ่งยืนประจันกับสายตาของผม เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ผมไม่แน่ใจนักว่าจะเรียกว่าสาวดีหรือไม่ เพราะหน้าตาอันอ่อนวัยไร้เดียงสาของเธอขัดกับทรวดทรงองค์เอวอันเป็นจุดดึง ดูดสายตา เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีชมพูอ่อนกับกางเกงผ้าสามส่วนสีเขียวอ่อน ผมสีดำขลับหยักศกของเธอยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้มของเธอกำลังจ้องมองมาที่ผม
“ธ...เธอเป็นใคร”ผมพูดออกไปอย่างฉับแผนด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเพียงแค่เดินเข้ามาใกล้แล้วถลกชายเสื้อผมขึ้น “จะทำอะไรน่ะ!”
เธอยังคงไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้นประกบปากเป็นเชิงบอกให้เงียบ ผมตำตามคำสั่งเมื่อครู่แล้วหลับตาด้วยความกลัว บางสิ่งสัมผัสกับหน้าท้องของผมแล้วลูบไล้ขึ้นมาถึงลิ้นปี่ ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกผ่าท้องออก ผมฝืนลืมตามอง
แผลกลางหน้าท้องของผมเกิดหนองสีเหลืองเยิ้มออกมาช้าๆ ผมร้องอ้าปากค้าด้วยความตกใจ และเสียงใสดุจกระพรวนเงินก็ดังขึ้น
“ยังไม่หายดีเลยนะ”เด็กสาวผู้มาเยือนพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา “เกล็ดประสานแผลยังเอาไม่อยู่เลย”
ผมอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่หอบหายใจด้วยความเจ็บปวดดุจถูกแทง ความรู้สึกเหมือนคราวที่ผมล้มลงก่อนที่จะมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล
“ไม่เป็นไรหรอก อวัยวะภายในหายดีแล้ว”เธอก้มหน้าลงที่ปากแผลก่อนจะทำสิ่งที่เหลือเชื่อ... เธอกำลังใช้ลิ้นเลียหนองออกจากปากแผล ผมหลับตาลงอีกครั้งด้วยความกลัว
------
ไม่นานนักความเจ็บปวดทั้งหมดก็หายไปผมชำเลืองตามองที่ปากแผลอีกครั้งอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ตกใจเหรอ”
“เฮ้ย!”ผมร้องขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของเธอยื่นเข้ามาใกล้ผมไม่ถึงสองคืบ พลางใช้มือคลำที่หน้าท้อง... แผลนั่นหายไปแล้ว...
“ธ...เธอทำอะไรกับผม”ผมร้องถามด้วยความสงสัย เด็กสาวผู้มาเยือนกลับไปยืนตัวตรงเหมือนเดิมแล้วเอามือทาบที่หน้าท้องของผม
“อย่างที่เห็น ฉันรักษาแผลให้นาย”เธอตอบ “จริงๆก็จะไม่มาแล้วน่ะนะ... แต่นายโดนไปเยอะเลย คงปิดแผลรอบเดียวไม่ได้”
“โดน...”ผมย้ำคำด้วยความสงสัยใคร่รู้
“อสูรกายน่ะ...”เธอพูดแล้วเว้นช่วงให้ผมถามพักหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบอะไรจึงอธิบายต่อ “นายคิดว่าโลกนี้มีแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีสังคมเป็นรูปเป็นร่างใช่ไหม”
“ก...ก็ใช่”ผมตอบอย่างอ้ำอึ้ง
“ผิดแล้วล่ะ...”เธอเล่า “ยุคก่อนคริสต์กาล มนุษย์ยังคงอยู่ร่วมกับอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญา ในเวลานั้นทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”
ถึงแม้จะยังสงสัยกับเรื่องที่เธอพูดอยู่บ้างแต่ผมก็ฟังอย่างตั้งใจราวกับถูกตรึงไว้ด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น
“วันหนึ่งพวกเขาก็ต้องแตกหักกัน... พระราชาองค์หนึ่งผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพญานาคราช”เด็กสาวผู้มาเยือนเล่าต่อ “พวกเขาจึงบันดาลให้โลกกว่าครึ่งจมอยู่ใต้น้ำเพื่อเป็นพื้นที่ของเผ่านอก เหนือจากมนุษย์และแบ่งพื้นที่เพียงเล็กน้อยให้มนุษย์ไว้ใช้สอย”
“แล้วทำไม...”
“ฉันรู้ว่านายจะถามอะไร”เด็กสาวขัดขึ้นก่อนที่ผมจะถามจบ “ระยะหลังมานี้พวกมนุษย์เริ่มรุกรานทะเลมากขึ้น ชาวอสูรหลายเผ่าเลยคิดว่าหากตนขึ้นมารุกรานบนบกบ้างก็ไม่เห็นจะผิด”
“ความจริงฉันก็เป็นหนึ่งในพวกที่คิดอย่างนั้นน่ะนะ”เด็กสาวเดินไปที่หน้าต่างแล้ว สูดอากาศแล้วยิ้มอย่างสบายใจก่อนจะหมุนตัวกลับมาโดยเอาศอกเท้ากับริม หน้าต่าง “แต่ฉันกลับไม่กล้าทำอะไรกับมนุษย์”
“อ่า...” ผมอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว นี่ถ้าบอกว่าผมตายไปแล้วหรือหลุดเข้ามาอยู่โลกในนิยาย ผมก็เชื่ออย่างไม่สงสัยเลยล่ะ
“นายไม่เชื่อเหรอ”เด็กสาวผู้มาเยือนถามด้วยน้ำเสียงใสๆ ก่อนจะเดินมาอยู่ที่ปลายเตียง
“ก็...ใช่อยู่”ผมพูดอ้ำอึ้งก่อนจะใช้มือซ้ายเกาแก้มเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วขยับมาที่ข้างเตียงก่อนจะมานอนข้างๆผม
“เชื่อเถอะน่า”เธอร้องเสียงกวนๆก่อนที่ร่างกายท่อนล่างของเธอจะกลายเป็นวัตถุยืดหยุ่นยาวๆคล้ายกับ... หางงู! ลำตัวเป็นเกล็ดที่มีแถบลายขวางฟ้า-ดำเหมือบกับงูทะเลชนิดหนึ่งที่ผมเคยเห็นในสารานุกรม
“เฮ้ย!”ผมอุทานขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ผมเริ่มสงสัยกับตัวเองแล้วว่าจะต้องร้องคำนี้อีกบ่อยแค่ไหนกัน
ไม่ทันไร หางงูของเธอก็เริ่มมาก่ายบนตัวผม แล้วท้องของผมส่วนที่แป็นแผลก็เริ่มกลายเป็นเกล็ดแบบเดียวกับลำตัวของเธอ
“จริงสิ ฉันช่วยชีวิตนายมาครั้งหนึ่ง จากนี้นายเป็นหนี้ฉันแล้วนะ...”เธอพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นพร้อมกับขยิบตาข้าง หนึ่งแล้วแลบลินสีม่วงออกมาจากปาก
ถึงจุดนี้ ผมก็รับรู้ได้แล้วว่า ชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
--------------------------------------------------------------------------------------------
มุมความรู้ท้ายบท
อสูร(Asura) มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต "असुर"(อา สูระ) ในความเชื่อของศาสนาฮินดู อสูรคือกลุ่มชนชั้นเทพที่แสวงหาพลังสูงสุด หรือบางทีก็โยงไปเกี่ยวกับความชั่วร้าย บาป หรือกระทั่ง วัตถุนิยม โดยทั่วไป อสูรจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ เทพ(Deva) อสูรที่ปรากฏในตำนานหรือวรรณคดีส่วนใหญ่จะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ร่างกาย สูงใหญ่มีเขี้ยวยาวน่ากลัว หรือสำหรับคนไทย อสูรก็คือ ยักษ์(Yaksha) นั่นเอง ในนิยายเรื่องนี้กล่าวถึงอสูรว่าเป็นคำเรียกที่เผ่ามนุษย์ใช้เรียกขานสิ่งมี ชีวิตทรงปัญญาที่แตกต่างจากตน
นาค(Naga) มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต "नाग"(นา คะ) ในความเชื่อของศาสนาฮินดู นาคเป็นงูที่มีศักดิ์เป็นเทพ ส่วนใหญ่จะมีต้นแบบมาจากงูที่มีพิษร้ายแรงและทรงพลัง เช่น งูจงอาง มีตำนานหลายบทเกี่ยวกับนาค นาคเป็นศัตรูคู่อาฆาตุของ ครุฑ(Garuda) ประเภทที่ว่าเจอหน้ากันที่ไหนต้องมีการต่อยตีที่นั่น นาคผู้เป็นใหญ่เหนือนาคเรียกว่า นาคราช(Naga-Raja) บาง ที่ก็เรียกว่าพญานาค หรือ พญานาคราช ในเรื่องนี้ นาคเป็นชนเผ่าที่ทำให้โลกกว่าครึ่งจมอยู่ใต้น้ำเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่าง เผ่าพันธุ์อสูรกับมนุษย์ และนางเอกของเรื่องก็เป็นนาคสายพันธุ์งูปล้องเงิน(Blue Krait) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อเรื่อง Krait มาจากไหน
ดอกดาวเรือง(Marigold) ในภาษาดอกไม้มีความหมายว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ทน การแก้แค้น หรืออาจหมายถึง สิ่งดีๆที่ตามมาหลังจากสิ่งร้ายๆผ่านไปก็ได้ ในบทนี้ชื่อว่า When the Marigolds Bloom แปลตรงๆว่า เมื่อดอกดาวเรืองแย้มบาน ก็จะสามารถตีได้สองความหมายคือ เมื่อสิ่งร้ายๆเริ่มก่อตัว หรืออาจหมายความว่า เมื่อสิ่งดีๆเริ่มก่อตัว ก็ได้
posted on 28 Oct 2010 19:41 by pramool-fiction in Okami
Wild Hunter
พลิกฟ้า ล่าอสูร
Prologue : Prepared For Hunting
บทนำ : เตรียมออกล่า
เกาะเล็กๆทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตทะเล เวสแบงค์ เพียงแห่งเดียวที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับนักล่า เลสเซิ่ล เป็นเกาะเล็กๆซึ่งมีการอยู่ร่วมกันระหว่างชนเผ่าทั้งห้าอย่างสงบสุข โดยมีชนเผ่าเนล อยู่ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นเผ่าที่มีอารยะธรรมและธรรมเนียมประเพณีที่เคร่งครัดนัก พวกเขาอพยพมาจากตอนเหนือของเกอร์มอส ซึ่งเป็นเขตที่มีหิมะตกตลอดทั้งปี ความเย็นของสภาพอากาศคงจะทำให้พวกเขากลายเป็นพวกที่สุขุม เยือกเย็น และเย็นชาไป ประชากรของเนลมักจะมีผิวกายที่ขาวอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะออกแดดอยู่ตลอดก็ตาม
ด้านตะวันตกนั้นเป็นที่อยู่ของเวสเบิร์น เจ้าถิ่น ผู้ชำนาญการล่าด้วยอุปกรณ์พิเศษและดาบคู่ ป่าดิบที่เต็มไปด้วยอันตรายจากมังกร สัตว์ดุร้าย และแมลงมีพิษ หล่อหลอมให้พวกเขามีความสามารถในการสู้รบเป็นอย่างดี ความเร็วดุจสายลม สายตาดุจพญาเหยี่ยวเป็นจุดเด่นที่สุดของพวกเขาประชากรของเวสเบิร์น มักมีผิวกายคล้ำแดด แต่ก็มีผิวสีอื่นบ้างตามสภาพความเป็นอยู่ พวกเขามักจะเป็นผู้มี อัธยาศัย ดี พร้อมต้อนรับแขกเสมอ แม้โดยทั่วไปจะไม่ถือกฎเกณฑ์เคร่งครัด แต่สำหรับการต้อนรับ พวกเขากลับสามารถทำได้เป็นอย่างดี
ตะวันออกเป็นที่อยู่ของอูรันซึ่งเป็นรายเดียวที่สามารถอพยพทางลำเรือมาสู่เกาะแห่งนี้ได้ เนื่องด้วยการเดินทางกลางทะเลนั้นต้องเสี่ยงภัยจากสัตว์ร้ายขนาดมหึมาจากใต้น้ำเป็นอย่างมาก พวกเขาเป็นชนเผ่าที่อยู่อย่างเรียบง่าย หลายคนคิดว่าพวกเขาป่าเถื่อน และนิยมการใช้กำลัง สภาพอากาศและสัตว์ร้ายบนเกาะใหญ่ทางตะวันออกของทวีปเกอร์มอสหล่อหลอมพวกเขาให้เป็นเช่นนั้น พวกเขามีวัฒนธรรมที่ยากจะเข้าใจอยู่มาก และโดยมากจะเป็นวัฒนธรรมที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเข้มแข็ง ราวเป็นตัวแทนแห่งคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนดูผิดมนุษย์ พวกเขาทนสภาพอากาศต่างๆได้ดี มีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานราวหินผา และโดยมากมักจะมีผิวกายสีเหลือง แม้บางรายจะไม่มีกล้ามที่เห็นได้ชัดก็ยังแข็งแกร่งจนน่ากลัว ทำให้อูรันกลายเป็นที่รู้จักในย่านนี้อย่างรวดเร็ว
ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่อยู่ของแชนโก้ เป็นเผ่าที่มีความเจริญด้านอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตน้อยที่สุด เพราะเขาเป็นพวกเรื่อยเฉื่อย และมั่นใจในตัวเองนัก จึงไม่ค่อยมีใครคิดค้นอะไรแปลกใหม่ มีการแต่งหน้า ตามธรรมเนียมและความเชื่อโบราณ มีถิ่นฐานเดิมที่ทวีปทางตะวันตกไกล ก่อนที่มันจะจมหายลงไปใต้น้ำ ไม่เน้นการใช้มารยาทเข้าสังคม และพวกเขาก็มักคิดว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระไปด้วยซ้ำ ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรนอกจากทำให้เสียเวลาหาเลี้ยงชีพ แม้จะด้อยพัฒนา แต่ก็มีทักษะทางกายดีเยี่ยม แชนโก้ส่วนใหญ่มีผิวคล้ำ ราวกับเป็นชาติกำเนิดของพวกเขาเลยทีเดียว
ด้านทิศใต้เป็นที่อยู่ของมัฟซึ่งเป็นชนเผ่าที่ชาญฉลาด มีปรัชญาสูง มีเล่ห์เลี่ยมและลูกเล่นแพรวพราว พวกเขามีความเชื่อว่าเล่ห์กลนั้นก็เป็นฝีมือชนิดหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ต้องมีการฝึกฝนเช่นกัน พวกเขามักจะประกอบอาชีพนักล่าได้อย่างชำนาญ ด้วยเล่ห์ของเขาซึ่งมักจะออกล่าเป็นทีม กับดัก ยาพิษ ระเบิด และอาวุธยิงระยะไกลเปรียบเสมือนอาวุธที่อยู่คู่กายเขาเสมอ แม้ชนเผ่าอื่นคิดนำไปใช้ก็กลับไม่ได้มีความชำนาญเท่า พวกเขามีผิวกายสีขาวซีดจนน่ากลัวมาโดยชาติกำเนิด พวกเขาไม่ทำการค้าที่เสียเปรียบ ชอบใช้เล่ห์แต่ไม่ชอบหักหลัง นิสัยเหล่านี้พบได้ทั่วไปในเหล่ามัฟ และก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่มักจะได้เห็นพวกเขาประกอบอาชีพเป็นพ่อค้า และนักล่า มากเสียกว่าที่จะทำงานด้านเกษตรอยู่กับที่เสียอีก
แม้ว่าจะมีความต่างด้านเชื้อชาติ แต่พวกเขาก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีเพียงการรบกวนจากสัตว์ร้ายในป่าเท่านั้น พวกเขาร่วมมือกันบุกเบิกและจัดตั้งเมืองที่เป็นศูนย์กลางของเกาะได้สำเร็จ โอน่อน เป็นเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของทั้งเกาะ โดยมีการเลือกตั้งจากหัวหน้าเผ่าของแต่ละเผ่าทุกๆเจ็ดปี และคอยประสานงานกับทุกเผ่าในการมอบงานให้กับนักล่าเพื่อกำจัดสัตว์ดุร้ายที่สร้างความเสียหายให้กับชาวเมืองทำให้นักล่าจากทั่วเกาะมารวมตัวที่โอน่อน เพื่อรับงานต่างๆเหล่านี้ ไรน่าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เคราะห์ร้ายที่ปีนี้ เธอเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากเนลที่เริ่มงานในฤดูกาลนี้ ทำให้เธอไม่มีเพื่อนร่วมงานที่สนิทเลยแม้แต่คนเดียว ไรน่า เป็นชาวเผ่าเนลที่สุขุม เยือกเย็น และมีความรับผิดชอบจนได้รับอนุญาตให้เป็น นักล่ามือใหม่ ของที่นี่แล้ว
ไรน่าเป็นสาวชาวเนลผู้มีร่างกายค่อนข้างสูงและมีผิวกายขาวสะอาด ผมสั้นดำขลับเป็นประกาย ใบหน้ารูปไข่เนียนใส นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล แววตาเย็นชานักไม่ผิดลักษณะเนลทั่วไป เป้ใหญ่กลางหลังและชุดที่ประกอบด้วยเสื้อผ้าฝ้ายเอวลอยแขนสั้นสีขาวสะอาดทับด้วยเสื้อกั๊กหนังหมูป่าแขนสั้นสีน้ำตาล กางเกงขาสั้นทำจากหนังหมูป่ารัดรูป และรองเท้าบูทหนังหมาป่าดำที่หนาพอจะใช้ทำหน้าที่หนักๆได้บ่งบอกว่าเธอเตรียมพร้อมจะเริ่มงานแล้ว ขาเรียวของเธอก้าวตรงเข้าไปยังกระโจมใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานหลัก ก่อนจะหยุดยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามเช้า สูดหายใจลึกๆเพื่อเรียกความมั่นใจแต่ก็ต้องสำลักเมื่อสูดเอาอายฝุ่นที่คลุ้งจากผู้คนที่พลุกพล่านในเมืองใหญ่เข้า ไรน่ามองไปรอบๆเพื่อเตรียมใจเล็กน้อย
กิจวัตรประจำวันของคนที่นี่ไม่มีอะไรมากนัก นอกจากเดินเตะฝุ่นไปมาเพื่อค้าขาย เที่ยว เมา ทำงาน ขนย้ายสินค้าไปมา ติดประกาศ มองหาประกาศตามป้ายไม้กระดานตามมุมของสำนักงานต่างๆ ซ่อมของเสียหายซึ่งมักเสียหายอยู่บ่อยๆทั้งอาวุธและชุดเกราะ ร้านอาวุธที่นี่จึงแน่นขนัดและเต็มไปด้วยลูกค้าชนิดที่ว่า พ่อค้าอาวุธพวกนี้คงจะดีใจเสียมากกว่าหากว่าจะมีพ่อค้าอาวุธอีกซักรายมาเป็นคู่แข่ง ร้านเหล้าก็เป็นอีกที่ ที่มีคนแน่นขนัดไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ส่วนใหญ่ลูกค้าร้านเหล้าของที่นี่มักจะพกอาวุธติดตัวเสมอ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอาชีพนักล่าของพวกเขา นักล่าส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาในการหาความสุขในยามไม่มีงาน แต่เมื่อถึงเวลาที่งานมากๆเข้าก็ไปทำงานเก็บเงินกันอย่างขันแข็ง จึงเป็นเสมือนการทดแทนความลำบากนั่นเอง
สำหรับไรน่านี่ยังเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เธอถอนหายใจ พลางก้าวเดินเข้าไปทันที ก้าวสู่... การเริ่มต้นอย่างมั่นคง.... ในสำนักงานใหญ่เบื้องหน้านี้เอง...