ประกาศเลทไปเล็กน้อย เพราะกะว่าจะลาก staff มาโหวตกันให้ครบ (ขาดตาจิงซ์) ส่วนสมาชิกอื่นๆปิดรับตามเวลา
 
ผลสรุปออกมาว่า มาสคอตของ Jinx ลอยลำชนะไปตามคาด(แล้วจะมีประกวดทำไมเนี่ย!)
 
01.Jinx - VII
02.Daimaou no Sora - II
03.Bakaneko - I
04.Black Eagle - 0
05.Ookami - I
06.Fuefuki - 0
07.ง.งูตาโต(poly1800) - I
08.Nekotsuki Ren - II
09.Kadch Magmadus - VI
10.InnocentMAn - 0
 
สรุปว่า หัว blog ก็จะใช้ตามมาสคอตผู้ชนะ ซึ่งหมายความว่ายังคงใช้อันเดิมต่อปาย
จบข่าว
 
 ---------------------------------------------------------------------------
 
ส่งท้ายด้วย คะแนนโหวตของ staff + comment
 
Ookami
1.Kadch Magmadus เพราะอลังการงานสร้างดีมาก ถึงจะลงช้าไปหน่อยแต่ก็ทำออกมาได้ดี
2.Bakaneko เข้าท่าดีเหมือนกันนะ ทั้งสีและค้อน สื่อออกมาได้ดี
3.Jinx งานออกมาเรียบๆ ก็ถือเป็นความสามัญที่เรียบง่ายดี
 
Husky
1.มังอืด - น่ารัก+อลังดี
2.แมวเร็น - ส้ม+น่ารัก
3.เพนกวินจิงซ์ - เข้าธีมประมูลดี
 
Kadch
1.ง.งูตาโต(poly1800) - ชอบแนวนี้อยู่ (สายลุย นักรบ) แถมเป็นค้อนปากกาแบบที่คิดไว้ด้วย
2.Nekotsuki Ren - เป็นธีมในแบบที่เหมาะกับ PFA ดี เพราะที่นี้ blog fiction ไม่ใช่บอร์ดประมูลที่จะเน้นแต่ค้อน
3.Daimaou no Sora : น่ารักดี (จิ้งจอกๆ >w<")
 
Jinx
1.Ookami - มาสคอตมันต้องเรียบง่ายและคงเอกลักษณ์
 
 ---------------------------------------------------------------------------

-----------------------------

 

"จิ๊บๆ จิ๊บๆ" เสียงแววๆ ใสๆ ในเช้าวันหนึ่ง.. ของอพาร์ทเม้นท์หลังเล็กๆ...

 

เช้านี้ยังคงเหมือนอย่างเคย "อ อือ~ ...เช้าแล้วเหรอ? ...ไม่สิ นี้มัน 10 โมงแล้วนี่..." แต่ว่า.. วันนี้ผมตื่นสายกว่าปกติ... สงสัยผมจะดื่มหนักไปหน่อยแหะ...

 

ผมชื่อ ฮัตโซริ อิกกิ เป็นอาจารย์ฝึกสอนที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นอาจารย์เต็มตัวซักกะที...

 

"เอาละ!! วันนี้ต้องเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย~" ผมเป็นคนจังหวัดโทะชิงิ.. แต่ต้องแยกย้ายจากครอบครัวมาเรียนและทำงานที่โตเกียว.. นี่ก็ปาเข้าไปได้ 7 ปีแล้วครับ...

 

"อะ!! แค๊กๆ!! อะไรกันเนีย!! แค่วันเดียว.. ฝุ่นก็จับซะแล้วหรอฟะ!!?" ซึ่งห้องผมอาจดูเล็กๆ แถมรกๆไปสักนิด... แต่จริงๆก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ.. เพราะส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพวกหนังสือของเพื่อนๆ ที่ผมไปยืมมาอ่านแล้วตั้งเป็นกองพะเนินไว้มาเนิ่นนานเองแหละ...

 

ผมเรียนจบจากมหาลัยโตเกียว คณะครุศาสตร์ ได้เกียรตินิยมตั้งอันดับ 2 แถมเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่โรงเรียนมัธยมรัฐฯ(หญิงล้วนๆ)ได้ 3 ปี เป็นเรื่องที่หน้าภาคภูมิใจมาก.. สำหรับพ่อและแม่ของผม

 

แต่.. ผมก็ยังไม่ได้บรรจุเป็นอาจารย์เต็มตัวซะที และตอนนี้.. ผมก็อายุปาเข้าไป 25 ปีแล้วด้วยสิ... เฮ้อ~ (แฟนก็ยังไม่มี...)

 

แต่ผมก็ยังมีหวังอยู่ครับ... ก็ 3 อาทิตย์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปสมัครสอบรับราชการครูของกระทรวงการศึกษาส่วนภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านั้นตั้งหลายวัน.. ผมพยายามอ่านติวทบทวนอยู่ทั้งคืนทั้งวันไม่ได้หยุดเลย เอาผมเกือบสลบในที่นั่งสอบแนะ

 

และอีกอย่าง... ผมก็ยังไม่แน่ใจเลย.. ว่าที่สอบไปจะได้หรือเปล่าน้า~ ดูๆไม่ค่อยมีโชคเลยแหะ... เฮ้อ~

 

"เอ๋? ซองอะไรน่ะ?..(เสียบไว้ที่หน้าปะตูบ้าน?) ผลการสอบคัดเลือกรับราชการครูจากกระทรวงการศึกษาส่วนภูมิภาค... (มีตราประทับด้วยแหะ.. ของจริงชัว!!)" ฟังๆดูแล้ว.. ผมอาจจะดูเสียความมั่นใจไปสักหน่อย

 

แต่ว่าวันนี้... โชคชะตาจะต้องเป็นของผมแน่ๆ... "น ในที่สุด.. วันที่รอคอยก็มาถึง... ขอเปิดดูเลยละกันนะ!! ......"

 

... ซะเมื่อไหร่ละ "...... นะ นี่... ม มัน... มะ.. ม่ายยยยยย เจงงงงงง ช่ายยยยยย มายยยยยย เนียยยยยย!!!"


---- 民 話 街 の 福 ----



Prelude : "โชคชะตา"

 

เวลายามบ่ายแก่ๆ ของวันเดียวกันที่ผมได้อ่านผลสอบ...

 

วันนี้ผมมานั่งอยู่ที่ Coffee Cafe แห่งหนึ่ง.. แถวๆย่านฮาราจูกุ... ภายในก็จัดตกแต่งสไตล์โมเดิร์นๆ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ก็จัดออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศได้ดี.. เป็นร้านประจำที่ผมจะแวะมาพักอ่านหนังสือจิบกาแฟอยู่บ่อยๆ ครับ

 

แต่วันนี้ผมอาจจะนั่งหงอยๆไปซักนิดนึง...

 

"ฮะๆๆๆๆๆๆ แกเนียน่ะ.. ฮะๆๆๆๆๆๆ" เสียงหัวเราะของผู้หญิงที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้เอามากจริงๆ เป็นเสียงของเพื่อนผมเองแหละครับ...

 

"เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะมาซ้ำเติมกันสิ และอีกอย่าง.. อย่ามาหัวเราะแบบนั้นได้ไหมครับ!! (มันจะเกินไปหน่อยแล้วนะเฟ้ย!!)" ผมตะโกนเสียงออกไปซะลั่นร้าน เพราะเสียงหัวเราะของเธอทำเอาผมหงุดหงิดจริงๆ แต่ก็เอาคนที่อยู่แถวๆนั้น.. ต่างหันมองที่โต๊ะของผมทันควันเลย... ผมละอายจัง

 

"ฮะๆ ก็มันหัวเราะไปเองนี่หว่า... แกเล่นอ่านหนังสืออดนอนทั้งคืน แต่กลับสอบไม่ผ่านไปซะได้เนีย ฮะๆๆๆๆๆๆ โอ้ยๆ ปวดท้อง.." ผมอยากเอานิ้วจิ้มตาของยัยนี่จริงๆ (ตูชักฉุนขาดแล้วนะเฟ้ย!!)

 

เพื่อนผมที่น่าหมั่นไส้คนนี้.. ชื่อ คิโนะกิ ยูคาริ เป็นเพื่อนจากมหาลัยแต่ต่างคณะ? ..แล้วผมไปคบหล่อนเป็นเพื่อนได้อย่างไงน่ะหรอ?

 

---- ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน... ----

 

ตอนนั้น.. เป็นวันที่ผมมาสอบเข้าที่มหาลัยโตเกียว แถมยังเป็นวันเดียวกันที่ผมได้เจอกับเธอครั้งแรก... ทุกๆคำที่เธอพูดมา.. ผมละจำได้ดีเลย

 

"โอ้ย! เจ็บ~ ...นี่นาย!! ไม่มีตาหรือไงหะ! วิ่งมาชนฉันเนีย!!" เธอโวยใส่ผม.. เพราะตอนนั้น.. ผมวิ่งไปชนเธอล่มที่ชานชาลา (ไม่ได้ตั้งใจน้า~)

 

"อะ เออ.. คือ... ผมรีบไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ.." ผมเห็นว่า.. ตอนนั้นเธอแค่ฉุนเฉยๆ ถ้าขอโทษไปเธอคงจะอภัยกับเรื่องขี้ปะติ๋ว.. แต่...

 

"แค่คำขอโทษ! แล้วจะให้จบหรือไงหะ!!" เธอกลับไม่ยอมความซะงั้นน่ะ? ..ผมเลยพยายามพูดกล่อมให้เธอใจเย็นลงดู "อะ! คุณๆ ใจเย็นก่อนสิครับ ค่อยๆ พูดกันก็ได้ครับ"

 

แต่หล่อนกลับไม่ฟังผมเลยซักนิด.. (แถมชี้มาที่หน้าผมอีก) "หึ.. ถ้านายจะให้เรื่องมันจบ นายต้องพาฉันไปที่มหาลัยโตเกียวเดี๋ยวนี่เลย!!"

 

"หะ??" คำพูดของเธอ.. เอาผมงงๆไปสักนิด.. ก่อนผมจะเข้าใจและถาม(ทั้งที่ไม่น่าถาม) "เธอ... หลงทางหรอ?"

 

แค่คำนั้นคำเดียว.. ทำแก้มเธอแดงเลยเชียว "ฉะ ฉัน... ไม่ได้หลงทางเฟ้ย... น นายอยากเจอดีหรือไง!!"

 

"ป เปล่าๆ ครับ..." ในสายตาของผม.. เธอเป็นคนที่สวยแถมยังน่าตาดีอีก.. แต่ทำไม๊~ เป็นคนใจนักเลงอย่างนี้นะ? (พ่อแม่เธอสั่งสอนกันอย่างไงเนีย?)

 

"งัน.. ก็พาไปสักทีเซะ" ..แล้วผมก็พาเธอไป(ทางรถไฟฟ้า) โดยที่ผมก็กะจะไปสอบเข้าด้วยอยู่พอดี ..จนไปถึงที่หมาย (มหาวิทยาลัยโตเกียว)

 

"อ๊า~ ถึงสักที.. ขอบใจนายมากนะ" เป็นคำแรกที่เธอพูดดีกับผม..

 

"ไม่เป็นไรครับ.. พอดีผมก็กะจะมาที่นี่อยู่แล้ว..." พอเธอได้ยินที่ผมพูดเมื่อกี้.. เธอก็หันถามผม... "... นายก็มาสอบเข้าเหมือนกันหรอ?"

 

"อ๋อ.. ใช่ครับ ผมจะเข้าคณะครุศาสตร์ที่นี่ แล้วคุณ..." ผมหันมองไปทางเธอ.. แต่ว่าหน้าเธอกับฟ้องไม่เชื่อผมซะงั้น (มันดูถูกกันนี่ฟ่ะ)

 

"ทำไมทำหน้าอย่างงั้นละครับ? ..แบบนั้นมันดูถูกผมนะ?"

 

แล้วจู่ๆ เธอก็.. "คิโนะกิ ยูคาริ... ขอโทษนะ.. ที่ทำตัวไม่ดีกับนายนะ" ผมมองหน้าเธอแล้วพึงได้รู้ว่า.. ตั้งแต่ผมมีเพื่อน(ผู้หญิง)มาก็หลายคน.. ผมพึงจะเคยเจอ.. ผู้หญิงที่สวยมีเสน่ห์แบบเธอเลย...

 

"ม ไม่เป็นไรครับ... ผม ฮัตโซริ อิกกิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ตอนแรกๆ ผมคงจะมองเธอผิดไป.. จริงๆเธอก็น่ารักกว่าที่ผมคิดเสียอีก (จากสายตาของอิกกิ)

 

"เช่นกัน... แล้วก็น่ะ.. ตั้งแต่วันนี้.. นายต้องมาเป็น เบ้ ของฉัน... ช่วยเรื่องทุกอย่างให้ชั้น จนกว่าชั้นจะเรียนจบ.. เข้าใจนะ!"

 

"หา!!?..." แต่ว่า...

 

---- กลับมาปัจจุบัน ----

 

ตอนนี้ไม่ใช่ที่ผมคิดไว้ซะแล้ว.. (จากสายตาของอิกกิ ณ ปัจจุบัน) "ฮะๆๆๆๆ.. ถ้างันแกก็ต้องไปฝึกสอนอีกปีสินะ"

 

"ก็ใช่น่ะสิครับ... แถมตอนนี้ยังหาโรงเรียนที่เปิดรับสมัครไม่ได้เลย" คือ.. ถ้าผมสอบไม่ผ่านครั้งนี้ ผมจะต้องไปฝึกสอนตามโรงเรียนที่เค้าเปิดรับสมัครจนกว่าจะมีการสอบใหม่อีกครั้ง.. ซึ่งผมในตอนนี้จนปัญญาจริงๆ (ตกงาน)

 

"งั้น.. ฉันแนะนำให้.. เอาไหมละ~ (ยิ้ม)"

 

"หา?" เธอจะแนะนำผม? นี่ผมฟังผิดหรือเปล่าหว่า? ตั้งแต่คบมา.. พึงจะได้คำแนะนำจากหล่อนเนีย?...

 

แล้วเธอก็ส่งใบปลิวมาให้ผมดู... "โรงเรียนมัธยมโทวโฮวฮะ?.. (มีโรงเรียนนี้ด้วยเหรอ?)"

 

"โรงเรียนที่ฉันเคยเรียนน่ะ.. อยู่จังหวัด มินวะ (อยู่หลังเขา)เป็นเมืองเกิดของฉันเอง..." ผมเริ่มงงกับใบปลิวและเมืองเกิดเธอที่เล่าให้ฟัง... มันมีอยู่จริงๆหรอ?

 

"จังหวัดมินวะ? ..นี่ จะอำชั้นเล่นใช่ไหมเนียเธอ!?" พอผมพูดว่าไป.. เท่านั้นแหละ

 

"หาว่าฉันอำนายหรอ!!?.. ฉันอุตส่าห์หวังดีช่วยนายแท้ๆเลยนะ!!... ถ้านายไม่เชื่อ.. ก็เชิญไปหาเองเหอะ!!" เธอก็ใส่ไฟผมทันที

 

"ขอโทษคร้าบ~ ขอโทษ.. เชื่อแล้วๆ" ผมต้องจนยอมเชื่อเธอ.. เฮ้อ~ แต่ผมก็อยากรู้จริงๆ ว่าจังหวัด มินวะ มันอยู่ที่ไหนของญี่ปุ่น?

 

เธอยิ้มเป็นนัยๆ ก่อนจะพูดกับผม "หึหึๆ ..ถ้านายสนใจ.. เดี๋ยวฉันจะติดต่อให้.. และนายก็ไม่ไปต้องกังวลเรื่องที่พัก เพราะฉันให้นายไปพักที่บ้าน(เก่า)ของฉัน" บ้านของเธอ!!?

 

"ม มันจะดีหรอครับ? ..ให้ฉัมอยู่ค้างบ้านเธอได้น่ะ? แล้วพ่อแม่เธอละ? ท่านจะว่าอย่างไง?" ผมรู้สึกเกรงใจเธอจัง.. ทั้งๆที่เธอก็เป็นเพื่อนที่สนิทกัน

 

"พ่อแม่ฉันไม่อยู่แล้ว... และฉันก็ไม่ได้ให้นายไปอยู่ฟรีๆด้วย?" ว่าแล้ว.. เธอจะไม่ให้ใครง่ายๆ ผมก็นึกไว้อยู่แล้วละ...

 

"ฉันจะให้นาย ช่วยดูแลคนๆนึง ให้หน่อยน่ะ.."

 

"เอ๋?" เธอจะให้ผมมาดูแลคน.. แล้วเค้าคนนั้นเป็นใครกันละครับ?

 

"น้องชายฉันเอง... ก่อนที่ชั้นจะมาเรียนที่โตเกียว ฉันเคยทิ้งเค้าให้อยู่ตามลำพัง.." ผมคบกับเธอมาตั้งนาน.. แต่พึงจะรู้เรื่องเธอว่า มีน้องชายอีกหนึ่งคน... สีหน้าเธอจากดีๆ ตอนนี้กลับทำหน้าซึมไปซะแล้ว (ในรอบปี.. พึงเคยเจอ)

 

"ฉันก็อยากมีเวลาให้กับน้องของฉันบ้างแหละ แต่มันไม่ค่อยมีให้เลย.. (ติดงานตลอด)" ผมรู้สึกเลยว่า น้องชายคนเนีย ต้องเป็นคนที่เธอรักมากแน่ๆ

 

"ดังนั้น.. ฉันจึงให้อยากนาย ช่วยดูแลน้องชายแทนฉันจะได้ไหม?" เธอมาขอร้องกับผมแบบนี้.. ครั้งแรกที่ได้ยิน

 

ผมนั่งมองหน้าเธอที่ดูซึมๆ(แต่อย่างงี้ก็น่ารักดีไปอีกแบบแหะ) ก่อนผมจะตอบกับเธอไปว่า.. "ก็... ไม่เห็นเป็นไรนี่? ทุกๆครั้ง.. ฉันก็ช่วยเธออยู่แล้ว(เพราะโดนยัดให้ช่วย)... เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ? (ถึงอาจจะคิดมากกว่าเพื่อนก็เหอะนะ..)"

 

เธอมองหน้าของผม ด้วยตาเบ่งประกายใสๆ ที่ผมก็พึงจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก(อีกแล้ว).. "ข ขอบคุณนะ..."

 

"อะ เออ... ไม่เป็นไรหรอก... ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอซะมากกว่า..." พอผมกล่าวไปอย่างนี้ เธอก็ขำขึ้นมานิดๆ แล้วพูดสั้นๆ

 

"นั้นสินะ..." แต่เดี๋ยว? ...แล้วจังหวัด มินวะ มันอยู่แถวไหนอะ?

 

ผมเลยถามเธอ "แล้วจังหวัดมินวะที่ว่า มันอยู่ที่ไหน?.. ไปอย่างไงน่ะ?"

 

"ถ้าเธอนั่งรถไฟจากโตเกียว ไปที่นางาโนะ.. จะมีรถไฟต่อเข้าไปอีกที.. นั่งไปเรื่อยๆ แปปเดียวก็ถึงเองแหละ.." อยู่ในภาค จูบุ งันหรอ?.. ผมก็ยังสงสัยเลยถามเธออีกรอบ..

 

"แล้วมันเป็นเมืองอย่างไงหรอ?" แต่คำตอบที่ได้..

 

"หึหึๆ นายต้องไปสัมผัสดู.. แล้วนายจะรู้เองแล... (ยิ้ม)" เธอยิ้มเป็นนัยๆ ทำเอาผมรู้สึกไม่ค่อยน่าไว้ใจเธอเลย และ.. เมืองที่เธอว่า มันก็ดูน่าสงสัยจริงๆ (ตั้งแต่เกิดมาพึงเคยได้ยิน?)

 

... เฮ้อ~ อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่ได้ดวงซวยถึงขั้นขนาดตกงานไปเลย.. ถ้าโชคชะตาผมไม่ได้พามาเจอกับเธอในตอนนั้นนะ.. ผมคงต้องลำบากแน่ๆ

 

แต่... ตราบใดที่โชคชะตายังคงดำเนินอยู่.. ผมอาจจะได้พบกับความจริงที่.. อาจจะเป็นไปได้ แต่คนอื่นๆอาจคิดว่า.. มันเป็นไปไม่ได้...

 

ว่าแต่ว่าเถอะ... เมือง "มินวะ" มันมีจริงๆหรอเนีย?...

 

---- To Be Continue ----

Epidemia: Epic World On Fire

posted on 29 Oct 2010 01:08 by pramool-fiction  in BlackEagle
บทนำ
โลกในอีกมิติหนึ่ง เป็นโลกที่เหมือนนิยายแต่ไม่ใช่ จะว่าเป็นโลกแฟนตาซีก็ไม่เชิง เพราะจะว่าตามเหตุผลของประชากรบนโลกนี้แล้ว มันไม่ใช่โลกแฟนตาซี แต่มันเป็นโลกแห่งวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ แม้จะเรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็ตามแต่มันก็ได้ผนวกศาสตร์หลายๆ แขนงเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งด้านมนตราอาคมด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ตามมุมมองของคนในโลกนี้จึงไม่เห็นว่ามันเป็นโลกแฟนตาซี

โลกวิทยาศาสตร์แห่งนี้มีหลายเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ร่วมกัน หลายเผ่าพันธุ์มักเห็นในนิยาย ดังเช่น มนุษย์ครึ่งสัตว เอลฟ์ คนแคระ ออร์ค โทรล และอีกมากมาย

อาณาจักรต่างๆ ถูกแบ่งเป็นประเทศ โดยใช้เกณฑ์ในการแบ่ง คือ สภาพแวดล้อม จึงแบ่งออกได้เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น แต่ละประเทศมีการปกครองที่ไม่เหมือนกัน แต่ต่างก็มีอุดมคติการใช้ชีวิตเหมือนกัน

ดูจะเป็นโลกที่สวยงามใช่ไหม?

ใช่ ก่อนหน้านี้มันเคยสวยงามราวกับเทพนิยาย ก่อนที่จะถูกบุกรุกโดยเผ่าพันธุ์ลึกลับที่เรียกตัวเองว่า ‘โนเบิล’ หรือความหมายตรงตัว คือ ผู้ดี หรือ ผู้ที่เจริญแล้ว นั่นเอง เผ่าพันธุ์นี้มีนโยบายการต่างประเทศที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง “เราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เผ่าพันธุ์อื่นทุกเผ่าพันธุ์ต่างด้อยกว่าเรา เพื่อจักรวาลที่สวยงาม เราต้องเผยแพร่วัฒนธรรมของเรา ผู้ที่ไม่ยอมรับมัน คือ สวะ และ สวะ ต้องถูกกำจัด”

“เราคือผู้ที่เจริญแล้ว มาเถิดเจ้าพวกชั้นต่ำทั้งหลาย จงยอมรับวัฒนธรรมของเรา และละทิ้งวัฒนธรรมอันป่าเถื่อนของพวกเจ้าซะ เพื่อตัวของพวกเจ้าเองจะได้เป็นผู้ที่เจริญแล้วอย่างพวกเราบ้าง”

นี่คือประโยคแรกของผู้แทนเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวโนเบิลที่เหยียบย่างเข้ามาในโลกแห่งนี้ แต่ก็ถูกปฏิเสธโดยความเห็นที่พ้องต้องกันของผู้นำของทุกประเทศ พร้อมกับเหตุผลอันอ่อนน้อมและมีน้ำหนัก

“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็จงตายซะ พวกสวะ”

เป็นคำประกาศสงครามของผู้แทน

ในขณะนั้นโลกนี้ยังไม่มีกองทัพ หรือกำลังทหารอะไรเลย มีเพียงกลุ่มนักสู้ทั่วโลกที่รวมตัวกันต่อต้าน และสามารถขับไล่ออกไปได้สำเร็จแม้ว่าจะเกือบพ่ายแพ้ก็ตาม

ตั้งแต่นั้นมาโลกนี้ก็เริ่มที่จะมีกองทัพ แม้ระยะเริ่มแรกมันจะดูเหมือนว่าจะล่มไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างด้วยซ้ำ แต่ด้วยความกลัวการกลับมาของพวกโนเบิลเป็นแรงผลักดันพวกเขาจึงก้าวต่อไปจนกระทั่งมันเริ่มดูดีขึ้นเป็นลำดับ ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ของเหล่านักสู้ ผนวกเข้ากับวิทยาการที่เป็นทุนเดิมทำให้กำลังทหารของโลกนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพร้อมรบกับใครหน้าไหนก็ได้

ปี 3107 ยุคอวกาศ โลกนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Epidemia (ภาษารัสเซียแปลว่า Epic) เพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่านักสู้ผู้กล้าหาญในอดีต

พวกเขาเริ่มมองหาดาวแนวร่วมในละแวกใกล้ๆ ในรัศมีทำการของยานอวกาศของพวกเขา แต่ก็พบว่าดาวทุกดวงกลายเป็นอณานิคมของพวกโนเบิลไปหมดแล้ว และข่าวการค้นหาแนวร่วมก็ดังไปถึงหูของผู้นำชาวโนเบิล สงครามครั้งที่สองจึงเกิดขึ้น แต่ด้วยกองทัพที่ได้รับการสร้างมาเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการผสมผสานของวิทยาศาสตร์และเวทมนต์อย่างลงตัว ทำให้พวกโนเบิลได้พบว่าพวกตนได้ล้าหลังไปซะแล้ว และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่วันแรกที่เปิดฉากการโจมตี สงครามจบลงในเวลาอันสั้นเพียงไม่ถึง 7 วัน ด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับของโนเบิล

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

เป็นคำถามคาใจของชาวโนเบิลอยู่นานนับร้อยๆ ปี และคำตอบก็ปรากฏขึ้นเมื่อสายลับของพวกเขาที่แทรกซึมหาข่าวอยู่ในกองทัพ Epidemia

ปี 3592 ยุคทองหน่วยรบพิเศษ

‘Super Soldier’

เป็นคำที่สายลับของพวกเขารายงานกลับไปก่อนจะขาดการติดต่อไปอย่างลึกลับ คำๆ นี้ทางเจ้าหน้าที่ทางทหารของโนเบิลได้นำไปวิเคราะห์ร่วมกัน แล้วก็ได้ผลสรุปออกมาว่ามันน่าจะเป็นหน่วยรบพิเศษระดับสูงหน่วยหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สงครามครั้งที่สองจบลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงลงความเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า ในเมื่อพวกสวะนั่นมีได้ ทำไมเราจะมีไม่ได้

เป็นความบังเอิญหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ หน่วยรบพิเศษของกองทัพโนเบิลที่ตั้งขึ้นมาใหม่นาม Glory Liberator มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Super Soldier มาก จะต่างกันก็คงจะเพียงแนวความคิดเท่านั้น ในขณะที่ Super Soldier ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกของตนเอาไว้ แต่เหล่า Glory Liberator จะไม่ยอมใช้วิธีสกปรก คดโกงใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อที่จะทำลายศัตรู

สงครามครั้งที่สามกำลังจะปะทุขึ้น Epidemia ที่หวังเพียงจะอยู่อย่างสงบแต่ก็พร้อมจะขับไล่การรุกรานทุกรูปแบบออกไป ในขณะที่ Noble ต้องการที่จะทำลายผู้ต่อต้านวัฒนธรรมของตนให้หมดไป เพื่อจักรวาลที่สวยงาม


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com